ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
itOffside
Onmobile อ่าน 4 นาที

Laravel - EP4 การตั้งค่า Laravel และเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา

Laravel
สอน Laravel

ในบทความก่อนหน้านี้เราพูดถึงพื้นฐานของ Laravel แต่ในบทความนี้เรามาพูดถึงวิธีการตั้งค่า Laravel ให้ตรงตามสภาพแวดล้อมของเครื่องเราและเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบ/โปรแกรม กันนะครับ

การตั้งค่าตามสภาพแวดล้อม (Environment Configuration)

สำหรับการตั้งค่าตามสภาพแวดล้อมในที่นี้ผมเรียกสั้นว่า env ครับ โดยเราสามารถเข้าไปตั้งที่ไฟล์ .env หากไม่มี ให้ทำการ copy .env.example แล้ว rename ชื่อเป็น .env ครับ ตามรูปภาพด้านล่าง

แล้วเปิดเข้าไฟล์ .evn จะได้ตาม code ด้านล่าง

APP_NAME=Laravel
APP_ENV=local
APP_KEY=base64:3FsGSgfxzhqvXdVqgt+J4slG50AnzqZsc+kxp1pKgzs=
APP_DEBUG=true
APP_URL=http://localhost

LOG_CHANNEL=stack

DB_CONNECTION=mysql
DB_HOST=127.0.0.1
DB_PORT=3306
DB_DATABASE=homestead
DB_USERNAME=homestead
DB_PASSWORD=secret

BROADCAST_DRIVER=log
CACHE_DRIVER=file
QUEUE_CONNECTION=sync
SESSION_DRIVER=file
SESSION_LIFETIME=120

REDIS_HOST=127.0.0.1
REDIS_PASSWORD=null
REDIS_PORT=6379

MAIL_DRIVER=smtp
MAIL_HOST=smtp.mailtrap.io
MAIL_PORT=2525
MAIL_USERNAME=null
MAIL_PASSWORD=null
MAIL_ENCRYPTION=null

AWS_ACCESS_KEY_ID=
AWS_SECRET_ACCESS_KEY=
AWS_DEFAULT_REGION=us-east-1
AWS_BUCKET=

PUSHER_APP_ID=
PUSHER_APP_KEY=
PUSHER_APP_SECRET=
PUSHER_APP_CLUSTER=mt1

MIX_PUSHER_APP_KEY="${PUSHER_APP_KEY}"
MIX_PUSHER_APP_CLUSTER="${PUSHER_APP_CLUSTER}"

Code ที่ต้องแก้ไข

APP_NAME=Laravel (ชื่อแอพลิเคชั่นของเรา)
APP_DEBUG=true  (เปิดโหมด debug หากเอาขึ้น Production ให้ false)
APP_URL=http://localhost (url ระบบ ของเรา)
DB_CONNECTION=mysql (ชื่อยีห้อของฐานข้อมูลที่เราใช้)
DB_HOST=127.0.0.1 (url ฐานข้อมูล)
DB_PORT=3306 (พอร์ต ฐานข้อมูล)
DB_DATABASE=homestead (ชื่อฐานข้อมูล)
DB_USERNAME=homestead (user ฐานข้อมูล)
DB_PASSWORD=secret (รหัสผ่านฐานข้อมูล)

APP_KEY=base64:3FsGSgfxzhqvXdVqgt+J4slG50AnzqZsc+kxp1pKgzs=
สำหรับ APP_KEY หากยังไม่มีเราสามารถ Generate ได้โดยเปิด command line (วิธีการเปิด Command line) แล้วพิมพ์คำสั่งตาม ด้านล่าง

php artisan key:generate

สำคัญ ตอนที่เราเอาโปรเจ็คขึ้น Server (Production) แล้ว เราไม่ควรนำไฟล์ .env ขึ้นไปด้วย ให้เราไป config ที่ ไฟล์ที่อยู่โฟล์เดอร์ config แทน เช่น เราต้องการ url เราไปแก้ที่ config/app.php ในบรรทัดที่ 55 ตาม Code ด้านล่าง

 'url' => env('APP_URL', 'http://itoffside.com'),

หากต้องการแก้ไขฐานข้อมูล ตั้งค่า config ที่ config/database.php

หลังจากเรา Config เสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตอนเราพัฒนาหรือตอนเราเอาขึ้น Production ให้เปิด Command line แล้วพิมพ์คำสั่งด้านล่าง

php artisan config:clear

เพื่อเคลียร์ config เก่า แล้วใช้ config ที่เราเพิ่งทำใหม่

php artisan config:cache

เพื่อเก็บ cache config ไว้ทำให้โปรเจ็คเราทำงานได้เร็วขึ้น

เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา (Dev Tool)

  • การเขียน Code เราใช้ VSCode
    • ให้เราติดตั้ง Extension ดังต่อไปนี้
      • DotENV
      • Laravel Blade Snippets
      • Laravel Blade spacer
      • Laravel-blade
      • Laravel goto view
      • laravel-goto-controller
      • PHP IntelliSense
      • PHP Debug
      • phpfmt - PHP formatter
  • XAMPP เวอร์ชั่น 7+ (เป็นโปรแกรมจำลอง Server ในเครื่องเรา)
  • Git (ใช้ github ต้องสมัครก่อน ฟรี) เอาไว้เก็บ Code และควบคุม Version ของ Code
  • Github Desktop (เป็น gui เพื่อเราไม่ต้องเขียนคำสั่ง git เช่น commit push เป็นต้น)

เครื่องมือในการพัฒนา ที่แนะนำคือ VSCode พร้อมติดตั้ง extension ให้ครบครับเพื่อความเร็วในการทำงานของเราเอง เนื่องจาก extension เหล่านี้มีประโยชน์ เป็นเครื่องทุ่นแรงของเราได้ดีทีเดียว

สรุป

สำหรับการตั้งค่า เราสามารถตั้งค่าได้ง่ายๆ หากเรากำลังพัฒนาอยู่ ให้ตั้งค่าที่ไฟล์ .env แต่หากเราเอาขึ้น Production แล้ว ต้องไปค่าที่ โฟล์เดอร์ config แทน

เครื่องมือการพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนถนัดใช้งาน และใช้อยู่เป็นประจำ หากเราไม่ถนัดก็สามารถใช้อย่างอื่นก็ได้เช่น sublime text เป็นต้น

Onmobile

โปรแกรมเมอร์

ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น — มาเป็นคนแรกได้เลย

แสดงความเห็น

ไม่แสดงบนหน้าเว็บ

บทความที่เกี่ยวข้อง